อิทธิฤทธิ์ ส.ว.เฉพาะกาล ตัวเปลี่ยนเกมหลังเลือกตั้ง

โดย ชนิกานต์ กาญจนสาลี

เมื่อ 13th March 2019

1548

อิทธิฤทธิ์ ส.ว.เฉพาะกาล ตัวเปลี่ยนเกมหลังเลือกตั้ง


เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มีบทเฉพาะกาล เพื่อบังคับใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองจากรัฐบาลยึดอำนาจไปสู่รัฐบาลเลือกตั้ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” และคณะ จึง คิดค้น - ประดิษฐ์ “กติกา” คุมเกมระยะเปลี่ยนผ่าน มีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน เป็นผู้กำกับดูแลช่วง 5 ปี แยกภาระหน้าที่ ส.ว.จากที่บัญญัติไว้ใน “บทหลัก” ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเพียง 200 ชีวิต


ส.ว.เฉพาะกาล 250 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรกเลือกกันเองจาก 10 กลุ่มอาชีพ 200 คน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรที่จัดกระบวนการคัดเลือก ใช้งบกว่า 1,300 ล้านบาท ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คัดอีกทอดหนึ่งให้เหลือ 50 คน

กลุ่มที่ 2 คสช.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสรรหา กับเหตุการณ์ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ตั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะพี่ใหญ่แห่ง คสช. เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา โดยคณะกรรมการสรรหา ชุดที่ “บิ๊กป้อม” เป็นประธานจะคัดมา 400 คน และให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คน

และกลุ่มที่ 3 เป็นโควตาของผู้นำเหล่าทัพ ทหาร - ตำรวจ ที่เป็นโดยตำแหน่ง อันได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ

“วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี กุนซือกฎหมายของรัฐบาล ให้แนวทางการสรรหา ส.ว.ไว้ว่า แนวทางการสรรหาคงไม่ยากลำบาก จะเอาจากคนที่เคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำมาประกอบกัน ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่รวบรวมแล้ว แต่คงมีหลายพันรายชื่อ คณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่ทำให้เหลือ 400 คน

เมื่อ x-ray องค์กรต่างๆ ที่ “วิษณุ” ยกตัวอย่างข้างต้น ล้วนเคยเป็น “มือ – ไม้” ให้กับ คสช.ในช่วง 5 ปีที่กุมอำนาจทั้งสิ้น เพราะสนช.ยังทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติให้แก่ คสช.จนกว่าจะมีสภาชุดใหม่ แต่จะหยุดปั๊มกฎหมาย 8 มี.ค.นี้ เพราะ สปช.คือกลไกปฏิรูปชุดแรก 250 ชีวิต ที่ คสช.ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ขึ้นโครงประเทศ โดยมี “เทียนฉาย กีรนันทน์” เป็นประธาน แต่ สปช.ก็ไปไม่ถึงฝั่ง โดนยุบไป แล้ว คสช.ก็ตั้ง สปท.200 ชีวิตขึ้นมาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อ คนที่สวมหมวกเป็น สนช.หลายราย ต้องการพลิกบทบาทมาเป็น ส.ว.ต่อ ในบรรดา สนช.สายทหาร มีพูดถึง “วาระสมัครใจ” สานต่องานนิติบัญญัติ ในหมวก ส.ว. ขณะที่คนที่เคยอยู่ในแม่น้ำ สปช. – สปท.ก็รอลุ้นมีชื่อเป็น ส.ว.เฉพาะกาล 250 คน


แต่ที่สุดแล้วประชาชนทางบ้านจะเห็นหน้า เห็นตัวตน ภายหลังปิดหีบการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 3 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 269 กำหนดทั้ง 250 คน มีจ็อบเดสคริปชั่นคุมช่วงเปลี่ยนผ่านการเมือง 5 ปีแรกหลังเลือกตั้ง ตามบทเฉพาะกาล แบ่งเป็น

1. ติดตาม – เสนอแนะ - เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปฏิรูปประเทศตามหมวด 16 ของรัฐธรรมนูญ จัดทําและดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งความคืบหน้าในการดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภา (ส.ส.-ส.ว.) ทุก 3 เดือน พร้อมมีส่วนในการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทุกฉบับ อันทำให้วุฒิสภาสามารถอภิปรายรัฐบาลได้ทุก 3 เดือนในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ

2.ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ มีส่วนในการให้ ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้ 2 สมัย และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าองค์กรที่คัด ส.ว.250 มากับมือ กลายเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ พลันที่ถึงคิวโหวตเลือกนายกฯ หลังเลือกตั้ง เท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ และ พรรคพลังประชารัฐ มีเสียง ส.ว.250 เสียงสำหรับโหวตนายกฯตุนไว้ในกระเป๋าเพียงพรรคใดพรรคหนึ่งที่สนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ยกตัวอย่างพรรคพลังประชารัฐ ได้เสียง 126 เสียง จากการเลือกตั้ง เมื่อรวม ส.ว.250 เสียง กลายเป็น 376 เสียง ก็เพียงพอที่จะชนะการโหวตเลือกนายกฯ แต่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในชั้นสภาผู้แทนราษฎร หรือ โหวตกฎหมายงบประมาณ ส.ว.250 คนจะเข้ามายุ่งไม่ได้ จะทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย 126 เสียง หากรัฐบาลแพ้โหวตถึงขั้นยุติบทบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีพรรคที่สงวนท่าทีที่ไม่ตอบรับ – ไม่ปฏิเสธ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่หลายพรรค เมื่อถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม พรรคเหล่านี้จะเทเสียงมาสมทบกับพรรคพลังประชารัฐ จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากในที่สุด เว้นแต่พรรคฝ่ายตรงข้ามพรรคพลังประชารัฐ อย่าง เพื่อไทย – อนาคตใหม่ ฯลฯ ที่ประกาศจุดยืนอยู่คนละฝั่ง รวมกันได้เสียงเกิน 250 ขึ้นไป โอกาสจะจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐก็จะน้อยลงเท่านั้น แม้มีเสียง ส.ว.ตุนในกระเป๋าไว้ 250 แต้ม ก็ช่วยอะไรไม่ได้

แต่ถ้าเกิดกรณีที่ไม่สามารถเลือกแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคการเมืองได้ จนถึงขั้นต้องหาตัว “นายกฯ คนนอก” ย่อมต้องใช้เสียง ส.ว. ในการปลดล็อกต่อประธานรัฐสภาเพื่อขอยกเว้นการโหวตนายกฯ ในแคนดิเดตพรรคการเมือง โดยขั้นตอนนี้ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา (ส.ส.+ส.ว.) 376 เสียง ขั้นตอนต่อมาต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา (ส.ส.+ส.ว.) 500 เสียงขึ้นไป เพื่อเห็นชอบญัตติที่จะเสนอนายกฯ คนนอก และขั้นตอนสุดท้ายเมื่อได้รายชื่อนายกฯ คนนอก จะต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา (ส.ส.+ส.ว.) 376 เสียง โหวตเห็นชอบบุคคลนั้นเป็นนายกฯ

3. ส.ว.250 คน ยังมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะใน 9 ขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องได้รับการเห็นชอบจาก ส.ว. เกือบทุกกระบวนการ ตั้งแต่ขั้นรับหลักการวาระ 1 และ วาระ 3 ซึ่งจะต้องใช้เสียง ส.ว.เห็นชอบด้วย จำนวน 1 ใน 3 คือ 84 เสียง

4. ให้ความเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ กรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)


การเลือก ส.ว.จึงมีความหมายอย่างมากต่อการเมืองไทยในอนาคต เป็นทั้งตัวแปรเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 อาจทำให้พรรคที่ได้เสียงมากเป็นอันดับ 1 หลังการเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ไม่สามารถส่งนายกฯ ในบัญชีพรรค เข้าสู่ตึกไทยคู่ฟ้าได้ อาจทำให้พรรคที่ชนะคะแนนเสียงเลือกตั้ง กลายเป็นฝ่ายปราชัยในเกมตั้งรัฐบาล กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกม จากฝ่ายชนะ...กลายเป็นแพ้ ไม่ควรมองข้ามอิทธิฤทธิ์ ส.ว.เฉพาะกาล 250 ชีวิต

ผู้เขียน


ชนิกานต์ กาญจนสาลี