เปิดตำราติวสูตรคำนวณ “ส.ส.พึงมี” ใครเข้าใจยกมือขึ้น ???

โดย ชนิกานต์ กาญจนสาลี

เมื่อ 11th April 2019

308

ทันทีที่กกต.แถลงผลคะแนนเลือกตั้งส.ส.แบ่งเขต พลังประชารัฐอันดับ1ได้ 8.43 ล้านคะแนน เพื่อไทย 7.92 ล้าน อนาคตใหม่ 6.26 ล้าน ผู้มาใช้สิทธิ 74.69% โดยเป็นการประกาศเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 62 ซึ่งเป็นการแถลงผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตอย่างไม่เป็นทางการ และเป็นการนับคะแนน 100% ที่รับมาจากหน่วยเลือกตั้ง

จากนั้นคำถามการทำความเข้าใจจากประชาชน ในเรื่อง สูตร “ส.ส.พึงมี” ที่ถูกเขียนไว้ใน "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561"เพื่อคำนวนสูตร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะเป็นแต้มบวกให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้รายชื่อส.ส.เพิ่ม ก็เพิ่มขึ้นตามมาทันที

ว่ากันตามตรง นักวิชาการหลายคนก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าการถอดสูตรคณิตศาสตร์สามชั้นในการคำนวณนี้จะเป็นด่านหินผาของการเข้าสู่สภาหินอ่อนของบรรดาพลพรรค ส.ส.

และแน่นอนว่าการจะทำความเข้าใจ สูตรส.ส.พึงมีนั้น จะต้องมีความเกี่ยวโยงกับ 2 มาตรากฎหมายสำคัญต้องตีความอย่างเป็นระบบ

มาตราแรก คือ มาตรา 128 ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งครบทุกเขตเลือกตั้งแล้ว การคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อจะพึงได้รับ ให้คำนวณตามวิธีการดังต่อไปนี้ โดยในกรณีที่มีเศษให้ใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่ง

(1) นำคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วย500อันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร

(2) นำผลลัพธ์ตาม (1) ไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จำนวนที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้น และเมื่อได้คำนวณตาม (5) (6) หรือ (7) ถ้ามีแล้ว จึงให้ถือว่าเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้

(3) นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ตาม (2) ลบด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้งผลลัพธ์คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับเบื้องต้น

(4) ภายใต้บังคับ (5) ให้จัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะได้รับให้ครบหนึ่งร้อยห้าสิบคน โดยจัดสรรให้พรรคการเมืองตามผลลัพธ์ตาม (3) เป็นจํานวนเต็มก่อนหากยังไม่ครบจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคํานวณมากที่สุดได้รับการจัดสรร

จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลําดับจนครบจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคนในกรณีมีเศษเท่ากัน ให้ดําเนินการตาม (6)

(5) ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่ากับหรือสูงกว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่ีพรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (2) ให้พรรคการเมืองนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจํานวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับ

การจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และให้นําจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (2) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจํานวนที่จะพึงมีได้ตาม (2)(6) ในการจัดสรรตาม (5) แล้วปรากฏว่ายังจัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อไม่ครบ150 คน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคํานวณมากที่สุดได้รับการจัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลําดับจนครบจํานวน 150 คน

กรณีที่เศษที่เหลือของแต่ละพรรคการเมืองเท่ากันจนทําให้ไม่สามารถจัดสรรสมาชิกสภาผ้แทนราษฎรแบบบ บัญชีรายชื่อได้ครบจํานวน150 คน ให้นําค่าเฉลี่ยคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองต่อจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมีหนึ่งคนมาพิจารณา โดยหากพรรคการเมืองใดมีค่าเฉลี่ยคะแนนของพรรคการเมืองต่อจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมีหนึ่งคนมากกว่าพรรคการเมืองอื่น ให้พรรคการเมืองนั้นมีสิทธิได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคน และหากยังมีจํานวนค่าเฉลี่ยดังกล่าวเท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลาก (7) ในกรณีที่เมื่อคํานวณตาม (5) แล้วปรากฏว่ พรรคการเมืองทุกพรรคได้รับจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อรวมกันแล้วเกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้ดําเนินการคํานวณปรับจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่โดยคํานวณตามอัตราส่วนที่ทุกพรรคจะได้รับการจัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งเมื่อรวมแล้วไม่เกิน150 คน โดยให้นําจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับคูณด้วย 150 หารด้วยผลบวกของ150 กับจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่เกินจํานวน150 และให้นํา (4) มาใช้ในการคํานวณด้วยโดยอนุโลม (8) เมื่อได้จํานวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองแล้ว ให้ผู้สมัครตามลําดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีที่ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตายภายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิดการลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นําคะแนนที่มีผู้ลงคะแนนให้ มาคํานวณตาม (1) และ (2) ด้วยทั้งนี้ การดําเนินการตาม (1) ถึง (8) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกําหนด

มาตรากฎหมายที่เกี่ยวเนื่องอีกหนึ่ง คือมาตรา 129 ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งยังไม่ครบทุกเขต แต่มีจํานวนถึงร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมดแล้ว ให้ดําเนินการคํานวณหาจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่จะจัดสรรให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ โดยวิธีการดังต่อไปนี้

(1) นําจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่จะประกาศผลการเลือกตั้งหารด้วย350 อันเป็นจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมด

(2) นําผลลัพธ์ตาม (1) คูณด้วยห้าร้อยอันเป็นจํานวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎรผลลัพธ์ที่ได้คือจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะประกาศผลทั้งหมด โดยให้ถือเอาเฉพาะจํานวนเต็ม

(3) นําผลลัพธ์ตาม (2) มาหักออกด้วยจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่จะประกาศผลการเลือกตั้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่จะจัดสรร

ให้พรรคการเมืองเมื่อได้ผลลัพธ์ตามวรรคหนึ่งแล้วให้นํามาคํานวณตามวิธีการที่กําหนดไว้ในมาตรา 128 เพื่อจัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้แต่ละพรรคการเมือง เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 128 (7) จํานวน150 ให้เปลี่ยนเป็นจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่จะจัดสรรตามวรรคหนึ่ง

เมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้งเพิ่มขึ้น ให้ดําเนินการคํานวณตามวิธีตามวรรคหนึ่งและวรรคสองใหม่ และจัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้ถูกต้องตรงตามผลการคํานวณนั้นทุกครั้งที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งเพิ่มขึ้น เว้นแต่จะพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป

ในกรณีที่การคํานวณใหม่ตามมาตรานี้ทําให้จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดลดลง ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในลําดับท้ายตามลําดับพ้นจากตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองผู้ใดต้องพ้นจากตําแหน่งตามวรรคสี่ให้ถือว่าผู้นั้นยังคงเป็นผู้สมัครตามลําดับหมายเลขเดิมในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น

ถึงวันนี้ มีเสียงเรียกร้องกันมาก ให้กกต.เปิดเผยตัวเลขจุดทศนิยมจริงจากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งและวิธีการคำนวนบัญชีรายชื่อ รวมถึง การบวกลบ หารคะแนนทีละขั้นตอน เพื่อคลายความกังขาต่อสาธารณชน เพราะแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ตามตัวบทเช่นนี้ แต่ทั้งหมดนี้ย่อมมีปัจจัยทศนิยมที่เป็นตัวผันแปรตามคณิตศาสตร์หลายชั้น เนื่องจากเป็นสูตรคำนวณส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อในรูปแบบที่ไทยไม่เคยใช้มาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของการเลือกตั้ง อย่าได้แปลกใจถ้าข้อสงสัย และคำอธิบายจึงจำเป็นต้องทบเท่าทวีคูณ เพื่อเร่งสร้างความกระจ่างต่อสังคม

ผู้เขียน


ชนิกานต์ กาญจนสาลี