เลือกตั้งบนทางวิบาก : บทพิสูจน์ความโปร่งใส กกต.

โดย ชนิกานต์ กาญจนสาลี

เมื่อ 1st May 2019

504

แม้การเลือกตั้ง 24 มีนาคมจะจบลง แต่เส้นทางสู่สภาผู้แทนราษฎรของ นักเลือกตั้ง 500 ชีวิต ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผลจากการเลือกตั้งมีปัญหาต่อมามากมาย นับตั้งแต่การนับคะแนนการเลือกตั้งที่ยังมีปัญหาในหน่วยบางหน่วยจนถึงระดับเขตเลือกตั้ง 7 เสือ กกต.ต้องมีการสั่งนับคะแนนใหม่ เช่นเดียวกัน ยังสั่งเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วย และทั้งเขตเลือกตั้งในบางพื้นที่ แม้ไม่มีปัญหาการทุจริตของนักเลือกตั้ง แต่เป็นความผิดปกติของคะแนนทั้งปม “บัตรเกิน-บัตรเขย่ง”

ไม่นับบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในประเทศนิวซีแลนด์มาถึงไม่ทันเวลา ทำให้บัตรพันกว่าใบ “ไม่ถูกนับคะแนน” ซึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

สูตรการนับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ยังโกลาหลว่าจะใช้สูตรไหน ระหว่างสูตรที่สำนักงาน กกต.ชงสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่างขึ้น โดยอนุญาตให้เกลี่ยที่นั่ง ส.ส.ให้กับพรรคเล็ก แม้จะมีคะแนนเลือกตั้งรวมไม่ถึงเกณฑ์ ส.ส.พึงมี กล่าวคือ คะแนนเลือกตั้งรวมที่จะใช้เป็นเกณฑ์ได้ ส.ส.พึงมีที่แต่ละพรรคควรจะได้ที่นั่ง ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ จะต้องมีคะแนนไม่ต่ำกว่าประมาณ 71,000 จึงจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง แต่สูตรที่สำนักงานชงให้ 7 เสือไปพิจารณานั้น จะต้องเกลี่ยที่นั่งให้กับพรรคเล็กๆ รวม 13 พรรค ทั้งที่คะแนนบางพรรคมีไม่ถึง 71,000 คะแนน ได้เพียงแค่ 30,000 คะแนนก็ได้ ส.ส.1 ที่นั่งแล้ว

กับอีกสูตรที่สอง คือสูตรที่ พรรคการเมือง อาทิ พรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ เห็นว่า สูตรคำนวณที่ กกต.ใช้จะต้องไม่เกลี่ยที่นั่ง ส.ส.ให้พรรคเล็กที่ได้คะแนนพึงมีไม่ถึง 71,000 คะแนน

กกต.ชงยื่นศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว 1 รอบว่าจะใช้สูตรแรกได้หรือไม่ อ้างว่าเป็นสูตรเดียวที่ทำให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อครบ 150 คน แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกคำร้อง ด้วยเหตุที่ กกต.ยังไม่ใช้อำนาจในการคำนวณและประกาศจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อย่างเป็นทางการ และยังไม่ชี้ขาดข้อโต้แย้งเรื่องสูตรปาร์ตี้ลิสต์ที่มีพรรคการเมืองยื่นเรื่องขึ้นไปให้ กกต.ชี้แจง แต่ กกต.กลับส่งให้ศาลวินิจฉัยด้วยตนเอง ทั้งที่ขั้นตอนการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะต้องส่งผ่าน “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” กลั่นกรอง ซึ่งไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึง ไม่รับคำร้องของ กกต.

หลายเหตุการณ์ประดังมาที่ กกต. จนกลายเป็นตำบลกระสุนตก นักร้อง (เรียน) มืออาชีพอย่าง “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นำรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 399 รายชื่อ ยื่นต่อ ป.ป.ช. เพื่อยื่นถอดถอน กกต. ทั้ง 7 คน กรณีจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 9 เม.ย.

- กรณีวินิจฉัยให้บัตรเลือกตั้งจากนิวซีแลนด์ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
- กรณีไม่สั่งให้พรรคการเมืองที่มาของการใช้งบประมาณในนโยบายหาเสียง ก
- กรณีการเดินทางไปตรวจการเลือกตั้งล่วงหน้าต่างประเทศไม่เหมาะสม
- กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรลงคะแนน โดยไม่เอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
- กรณีไม่เอาผิดกับผู้สมัคร ส.ส. ฐานแจ้งความเท็จที่ยื่นใบสมัคร ส.ส. ทั้งที่รู้ว่าขาดคุณสมบัติ
- กรณีคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่เกิดความสับสนในการคิดคะแนน

ลามมาสู่รั้วมหาวิทยาลัย ที่ New voter นิสิต นักศึกษา ตั้งโต๊ะล่าชื่อถอดถอน 7 กกต. ออกจากตำแหน่ง พ่วงกับแคมเปญในโลกออนไลน์ Change.org ร่วมลงชื่อถอดถอน กกต.ผ่านมาเพียง 1 สัปดาห์ มีคนร่วมลงชื่อแล้วกว่า 8 แสนคน จากยอดที่ตั้งเป้าไว้ 1 ล้านชื่อ โดย “เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม” ได้นำรายชื่อไปยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ กกต. ใน 3 เรื่อง 1.กรณีบัตรนิวซีแลนด์ 2.กรณีหยุดนับคะแนนวันที่ 24 3.กรณีน่าสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ เช่น ตัวเลขที่ใช้สิทธิกับจำนวนบัตรที่ถูกใช้ไม่ตรงกัน

ทั้งนี้ ป.ป.ช. 180 วัน เพื่อสืบเสาะหาข้อมูล โดยตั้งงคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนว่ามีมูลหรือไม่

และตอนนี้ สำนวนที่ท้าทาย กกต.มากที่สุดหนีไม่พ้นเคสของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ กกต.มีมติ “แจ้งข้อกล่าวหา” เนื่องจากเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98(3) และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 42(3) อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง โดยเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ จำนวน 675,000 หุ้น

“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เป็นอีกหนึ่งคนที่ร้องเรียนการทำงานของ กกต. โดยยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบการทำงานของ กกต.ที่วินิจฉัยกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เปิดช่องทางการสื่อสารกับสาธารณชนในรูปแบบเพจเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม (ไอจี) ทวิตเตอร์ รวมถึงเว็บไซต์ส่วนตัว ซึ่งยังไม่อาจถือได้ว่าเข้าข่ายการเป็นเจ้าของกิจการนั้น เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่แจ้งข้อกล่าวหาเหมือน “ธนาธร”

“การสรุปดังกล่าวจึงเหมือนกับการเลือกปฏิบัติ ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกับทุกกรณี หากเป็นเช่นนี้เฉพาะกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์กับของนายธนาธร อาจถูกสังคมตั้งคำถามว่า “นายกฯ เป็นเจ้าของสื่อไม่ผิด แต่ธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นสื่อกลับผิด”

“การกระทำของ กกต.ต่อกรณีของพล.อ.ประยุทธ์ กับ ของนายธนาธร จึงอยู่ในอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ที่จะตรวจสอบได้ว่าการไม่วินิจฉัยกรณี พล.อ.ประยุทธ์ และไม่ตั้งข้อกล่าวหานั้น แต่ต่อมากลับตั้งข้อกล่าวหากรณีนายธนาธร”

“การกระทำของ กกต.จะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ และการกระทำของ กกต.ดังกล่าวจะมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่”


หลายเสียงตำหนิ – วิจารณ์ ที่ถาโถมมายัง กกต. “พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา” เลขาธิการ กกต.สะท้อนความในใจว่า เลือกตั้งทุกครั้ง กกต.เป็นตำบลกระสุนตกมาตลอดโดยเฉพาะช่วงเลือกตั้ง ทางพนักงาน กกต.รู้ดีว่าต้องเกิดอะไรบ้าง ก่อนหน้านี้ก็หนักพอสมควร ตั้งแต่สำนักงาน กกต.อยู่ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ ถูกปิดล้อมอาคาร ส่วนการเลือกตั้งปี 2557 มีการปิดล้อม กกต. เราจัดเลือกตั้งไม่ได้เลย ต้องไปสัญจรข้างนอก ยิ่งกว่ากระสุนตกอีก

“เรายืนยันทำตามกฎหมาย ถ้าไม่ทำตามกฎหมายคงอยู่ไม่ได้ กฎหมายว่าอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น และต้องมีความเป็นกลาง ไม่เอนเอียงเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง วันนี้ก็ยังพูดถึงความเป็นกลาง กระบวนการจัดการเลือกตั้งต้องเที่ยงธรรม เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ยึดหลักตรงนี้ตลอด ยังยืนยันอย่างเดิม”

นอกจาก คำร้องของ “ศรีสุวรรณ-เรืองไกร” และ “เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม” ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยังจ้องที่จะร้องเอาผิด กกต.หากใช้สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แล้วเกลี่ยที่นั่งให้กับพรรคเล็กที่มีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ส.ส.พึงมี

ดังนั้น หากปฏิบัติหน้าที่โปร่งใส สุจริต จะเป็นเกราะป้องกันให้ กกต.พ้นจากพงหนามไปได้....


ผู้เขียน


ชนิกานต์ กาญจนสาลี