จาก “ควง” ถึง “จุรินทร์” 73 ปี พรรคประชาธิปัตย์ ทาง 2 แพร่ง ร่วม - ไม่ร่วม ขบวนการสืบทอดอำนาจ

โดย Thailand Political Database TPD

เมื่อ 22nd May 2019

709

อาจกล่าวได้ว่า “พรรคประชาธิปัตย์” พรรคเก่าแก่ 73 ปี กำลังมาสู่จุดหักเลี้ยวสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้งเพราะการตัดสินใจอนาคตการเมืองของทีมบริหารพรรคชุดใหม่ ที่มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ผู้กำหนดชะตาการเมืองของพรรคสีฟ้า ในฐานะหัวหน้าพรรคคนที่ 8 จะนำพาพรรคผ่านจุดต่ำสุดในรอบทศวรรษได้หรือไม่

ตลอดเส้นทาง 73 ปี ของพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในจุดหักเลี้ยวสำคัญทางการเมืองมาแล้วมากมาย

คำถาม – คำตอบ เรื่องการร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายที่สืบทอดอำนาจ หรืออยู่ฝ่ายต่อต้านเผด็จการ อาจไม่ใช่คำถามใหม่สำหรับพรรคนี้

พลิกประวัติพรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งเมื่อ 6 เม.ย.2489 มีหัวหน้าพรรคมาแล้ว 8 คน 1.ควง อภัยวงศ์ (6 เม.ย. 2489 - 15 มี.ค. 2511) 2. ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (ปี 2511 - 26 พ.ค. 2522) 3. ถนัด คอมันตร์ (26 พ.ค. 2522 - 3 เม.ย. 2525) 4.พิชัย รัตตกุล (3 เม.ย. 2525 - 26 ม.ค.2534) 5.ชวน หลีกภัย (26 ม.ค.2534 - 4 พ.ค. 2546) 6.บัญญัติ บรรทัดฐาน (20 เม.ย.2546 - 8 ก.พ.2548) 7.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (5 มี.ค.2548 – 24 มี.ค.2562) 8.จุรินทร์ (15 พ.ค.2562 - ปัจจุบัน)

ก่อตั้งภายใต้อุดมการณ์ 10 ข้อ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาที่เกี่ยวกับ “นโยบาย-ข้อบังคับพรรค” หลายฉบับ

1.พรรคจะดำเนินการเมืองโดยวิถีอันบริสุทธิ์
2.พรรคจะดำเนินการเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อประชาชน
3.พรรคจะดำเนินการเมืองโดยอาศัยหลักกฎหมาย และเหตุผลเพื่อความศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญ และเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชน รุ่นหลังให้มีความนับถือ และนิยมในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
4.พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ
5.พรรคจะกระจายอำนาจการดำเนินการในท้องถิ่นให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้เนื่องจากความใกล้ชิด ขององค์กรในท้องถิ่นมีมากกว่าส่วนกลาง
6.พรรคมีจุดประสงค์ที่จะให้คนไทยมี ที่ทำกิน ที่อยู่และอาชีพ และจะเคารพกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่มิได้ละเลยที่จะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม
7.พรรคเชื่อว่า การแทรกแซงของรัฐเป็นสิ่งที่จำเป็น ในกิจการที่เห็นว่าการแทรกแซงจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม เช่น กิจการสาธารณูปโภค
8.พรรคจะส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่ง การศึกษา, ศาสนา, สาธารณสุขและสาธารณูปการ, ศิลป,วรรณกรรม, จารีต ประเพณี, ธรรมเนียมอันดีของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน
9.พรรคเชื่อว่า การป้องกันประเทศนั้น ต้องอาศัยการก่อให้เกิดความร่วมมือพร้อมเพรียง ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของ ประเทศ และจะต้องให้มีการบำรุง กำลังหลัก คือ กองทัพให้ทันสมัยทั้งคุณภาพ และปริมาณเท่าที่จะเหมาะสมแก่แผนการ ทางยุทธศาสตร์ และนโยบายทางการเมือง
และ 10.พรรคจะส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างประเทศ

แต่เพียง 1 ปี หลังก่อตั้ง พรรคประชาธิปัตย์สถาปนา ผ่านการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งแรก 5 ส.ค.2489 พรรคประชาธิปัตย์ไม่ประสบความสำเร็จ ได้แค่ 16 ที่นั่ง พ่ายแพ้ให้กับพรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุน “ปรีดี พนมยงค์” อย่างพรรคสหชีพ และ พรรคอิสระ ที่ได้รับเลือกตั้ง 61 คน

จากการเลือกตั้งครั้งนั้น แม้ “ปรีดี” ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ทว่าไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่ “ปรีดี” เผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากทางการเมืองในช่วงเวลานั้น และให้ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคแนวรัฐธรรมนูญ และ ส.ส..พระนครศรีอยุธยา ขึ้นเป็นนายกฯ แทน

พรรคประชาธิปัตย์เป็น “ฝ่ายค้าน” แต่ก็สร้าง “บาดแผล” ให้กับรัฐบาล “พล.ร.ต.ถวัลย์” อย่างเจ็บปวด โดยเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนาน 7 วัน 7 คืน ใน 8 ประเด็น ท้ายที่สุดรัฐบาลของ “พล.ร.ต.ถวัลย์” ก็ถูก จอมพล ผิน ชุณหะวัณ นำกำลังยึดอำนาจ 8 พ.ย.2490

หลังการยึดอำนาจ คณะรัฐประหารได้เชิญให้ “ควง อภัยวงศ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นนายกฯ และตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นบริหารประเทศเป็นการชั่วคราว หนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันที่ 15 พ.ย.2490 บันทึกคำปราศรัยของ “ควง” หลังรับตำแหน่งนายกฯ ว่า

“ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในเจตนาและการเสียสละของคณะรัฐประหาร ซึ่งเท่าที่ได้เห็นเป็นมาด้วยความบริสุทธิ์ มิใช่เป็นการกระทำที่แสดงว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ดังที่ได้ปรากฏว่า คณะรัฐประหารได้พร้อมที่จะมอบการบริหารแผ่นดินให้ผู้อื่นและไม่ประสงค์ที่จะควบคุมอำนาจไว้แต่ประการใดเลย นอกจากจะรักษาความปลอดภัยในด้านทหารไว้เท่านั้น...”

จากนั้น “รัฐบาลควง” ได้เปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 29 ม.ค.2491 ด้วยการคุมเกมเลือกตั้งทำให้ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ชนะได้เปรียบกว่าพรรคอื่น และได้เสียงข้างมากในสภาครั้งแรก 56 เสียง จาก 99 ที่นั่ง ส.ส.ในสภา ส่วนกลุ่มพรรคสหชีพ-แนวรัฐธรรมนูญ ที่เคยเป็นรัฐบาลในปี 2489 ได้ ส.ส.เพียง 8 เสียงเท่านั้น

ทว่าการบริหารประเทศของรัฐบาลประชาธิปัตย์กลับมีเรื่องขัดแย้ง – บาดหมาง กับคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจปี 2490 อยู่หลายเรื่อง ที่สุดแล้วก็เกิดเหตุการณ์ “จี้รัฐบาล” ขึ้นในวันที่ 6 เม.ย.2491 คณะรัฐประหารที่นำโดย “จอมพลผิน” ขอให้ “รัฐบาลควง” ลาออกภายใน 24 ชั่วโมง หลังจาก “ควง” เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีโดยด่วน เพื่อกำหนดท่าที โดยเชิญผู้บัญชาการทารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศเข้าร่วมประชุม แต่ปรากฏว่าผู้นำเหล่าทัพทั้ง 2 ปฏิเสธ

“รัฐบาลควง” ไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องยื่นลาออกในช่วงเย็นของวันเดียวกัน เปิดทางให้ “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” กลับมาเป็นนายกฯ หนที่สอง

เป็นครั้งแรกที่พรรคประชาธิปัตย์ ยอม “กลืนเลือด” เข้าร่วมรัฐบาลกับคณะรัฐประหาร แม้อุดมการณ์-นโยบาย ในข้อ 4 ประกาศชัดว่า “จะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ”

กระนั้นก็ตาม หลังพรรคประชาธิปัตย์สิ้นสุดยุค “ควง” เปลี่ยนหัวหน้าพรรคมาเป็น “ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช” หัวหน้าพรรคคนที่ 2

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ “จอมพลถนอม กิตติขจร” เปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ทศวรรษ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเปิดให้พรรคการเมืองสามารถจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองได้ใหม่อีกครั้ง หลังจากถูก “ลดสภาพ” ให้เป็นแค่ “กลุ่มการเมือง” ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครองอำนาจบริหารประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ.2501

“นโยบายพรรคประชาธิปัตย์” ที่จารึกเป็นหลักฐาน ตามกฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ.2511 ระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคสหประชาไทย ที่เป็นพรรคสืบทอดอำนาจของ “จอมพลถนอม”

“พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายในอันที่จะดำเนินการเมืองโดยวิถีทางอันบริสุทธิ์ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อชาติและประชาชน อาศัยหลักกฎหมายและเหตุผล เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยและเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังให้มีความนิยมนับถือตลอดจนเสียสละเพื่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยเหตุดังกล่าว พรรคนี้จึงเป็นศัตรูต่อระบอบเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใดๆ และไม่สนับสนุนวิธีการแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการของรัฐบาลใด”

“สามสิบกว่าปีที่แล้วมา การเปลี่ยนรัฐบาลใช้วิธีปฏิวัติรัฐประหารมิได้เปลี่ยนไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ ด้วยความไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจของปวงชน จึงไม่มีอะไรก้าวหน้า บัดนี้ พลเมืองได้รับการศึกษามากขึ้นและสูงขึ้น ปัญญาชนได้แสดงออกแล้วด้วยประการต่างๆ ว่าพร้อมที่จะเช้ารับภาระในทางการเมือง จึงเป็นโอกาสที่ปวงชนเจ้าของอภนาจอธิปไตยจะได้เข้ามาเป็นใหญ่ ช่วยกันทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยสักที”

10 ก.พ.2512 คือวันเลือกตั้ง ผลปรากฏว่า พรรคสหประชาไทยได้รับเลือกตั้งมากที่สุด คือ 95 ที่นั่ง แต่ก็ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกตั้งเป็นเป็นพรรคอันดับ 2 คือมี ส.ส. 50 ที่นั่งนั้น

เปิดโอกาสให้พรรคสหประชาไทยดึง ส.ส.ที่ไม่สังกัดพรรคเข้ามาร่วมสังกัดพรรคในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้พรรคสหประชาไทยมีส.ส.รวมกัน 110 เสียง โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน

ผ่านมา 24 ปี พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ “ชวน หลีกภัย” หัวหน้าพรรคคนที่ 5 ก็ยืนหยัดอยู่ตรงข้ามฝ่ายสืบทอดอำนาจ หลังรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกยึดอำนาจเมื่อ 23 ก.พ.2534 โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ พล.อ. สุจินดา คราประยูร พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล และพล.อ. อิสระพงศ์ หนุนภักดี

ต่อมา รัฐบาล รสช.เปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อ 22 มี.ค. 2535 ปรากฏว่า พรรคสามัคคีธรรม ที่ก่อตั้งโดยคนใกล้ชิด รสช. ชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.มากที่สุด 79 คน มี “ณรงค์ วงศ์วรรณ” เป็นหัวหน้าพรรค รวบรวมเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองอีก 4 พรรค รวม 195 เสียง คือ พรรคชาติไทย 74 เสียง พรรคกิจสังคม 31 เสียง พรรคประชากรไทย 7 เสียง และ พรรคราษฎร 4 เสียง

ขณะที่ฝ่ายค้านมี 4 พรรค 163 เสียงคือ ประกอบด้วย พรรคความหวังใหม่ 72 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 44 เสียง พรรคพลังธรรม 41 เสียง พรรคเอกภาพ 6 เสียง

การต่อสู้ ชิงไหว-ชิงพริบ ในจังหวะนั้น สื่อมวลชนเรียกขานพรรคขั้วสามัคคีธรรมที่มีแนวโน้มสืบทอดอำนาจว่า “พรรคมาร” ส่วน ฝ่ายค้านคือฝ่าย “พรรคเทพ”

อย่างไรก็ตาม เหตุที่นายกฯ ไม่ใช่ “ณรงค์ วงศ์วรรณ” เพราะติดแบล็กลิสต์ห้ามเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา จึงต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ มาเป็น พล.อ.สุจินดา คราประยูร กลายเป็นที่มาการ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” และนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในที่สุด

เห็นได้ว่า “พรรคประชาธิปัตย์” เผชิญทาง 2 แพร่งมามากกว่า 1 ครั้ง ตลอด 73 ปี

และนโยบายพรรคในศักราชปัจจุบัน 2562 ที่บันทึกไว้ตามกฎหมาย 10 ข้อ อันเป็นรากฐานนโยบายตั้งแต่ปี 2489 ยังคงอยู่ในตอนนี้

“พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ”


ผู้เขียน


Thailand Political Database TPD

เครือข่ายที่ทำงานติดตามข้อมูลทางการเมืองไทย โดยยึดหลักความถูกต้องและความเป็นกลางทางการเมือง