ผลสะเทือน แห่งบรรทัดฐานกฎหมายว่าด้วย การถือหุ้นสื่อ ของ ส.ส.

โดย ชนิกานต์ กาญจนสาลี

เมื่อ 23rd May 2019

507

นาทีลุ้นอนาคตทางการเมืองและหนทางข้างหน้าของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เกิดขึ้นพร้อมๆกันกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 82 วรรค 4 จากที่ กกต.สงสัยว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่นั้น

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไล่เรียงมาตรา รัฐธรรมนูญให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าผลสะเทือนแห่งมาตราในแต่ละข้อนั้นเป็นอย่างไร

เริ่มต้นที่ความตามมาตรา 82 ระบุว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา จํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) (5) (6) (7) (8) (9)(10) หรือ (12) หรือมาตรา 111 (3) (4) (5) หรือ (7) แล้วแต่กรณี และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคําร้อง ส่งคําร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยและเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับ

คําร้องตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทําไปก่อนพ้นจากตําแหน่งมิให้นับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาซึ่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคสองเป็นจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งได้ด้วย

ความอันเป็นข้อต่อในการตีวามกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101(6) นั้นหมายถึง สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 89 เชื่อมโยงถึงมาตรา 98 (3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

สำหรับเรื่องนักการเมืองถือหุ้นสื่อหรือเป็นเจ้าของสื่อ ซึ่งมีส.ส.หลายพรรคการเมืองที่อาจจะเกี่ยวโยงและเข้าข่ายหรือไม่ต้องจับตา

ที่ผ่านมาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยได้เคยมีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ เขต 2 สกลนคร เป็นผู้ขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง เพราะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้น ส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์และออกหนังสือพิมพ์ จึงเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ

ศาลฎีกาเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ...โดย (3) บัญญัติว่า เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ...”

ในคำพิพากษาศาลฎีกา จึงระบุถึงการตัดสินเป็นไปตามข้อกฎหมาย

“ที่ผู้ร้องอ้างว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส มีวัตถุประสงค์ดังกล่าวแต่ไม่ได้ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์ จึงฟังไม่ขึ้น”

บรรทัดฐานแห่งคำพิพากษาศาลฎีกานี้ จึงน่าจับตายิ่งว่าจะมีผลสะเทือนต่อการเมืองไทยในอนาคตหรือไม่ ในอนาคตที่ยังไม่เห็นความแน่นอนใดๆของเส้นทางหลังเลือกตั้งของไทยในวันนี้

อ้างอิง
https://workpointnews.com/2019/05/01/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%82/
https://www.thairath.co.th/news/politic/1557641
https://www.bbc.com/thai/thailand-48294627

ผู้เขียน


ชนิกานต์ กาญจนสาลี