ทำไมประชาธิปัตย์ ฟื้นข้อเสนอขอแก้ รธน.???

โดย ชนิกานต์ กาญจนสาลี

เมื่อ 4th June 2019

761

ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอที่ดูเร้าใจอย่างยิ่งกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ในการยื่นเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ โดยขอให้พรรคพลังประชารัฐยอมเปิดทางให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมระบุว่า เป็นข้อเสนอที่ไม่ได้แปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะพรรคมีจุดยืนตั้งแต่ครั้งลงประชามติ ซึ่งมีหลายเรื่อง อาทิ สิทธิของประชาชนที่ลดน้อยถอยลง การปราบทุจริตยังมีช่องโหว่ กระบวนการทางการเมืองที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ และหลายเรื่องที่พรรคการเมืองเห็นร่วมกันว่าควรแก้ไขมาก่อนหน้านี้แล้ว



แน่นอนว่าหากการยื่นเงื่อนไขนี้ เกิดขึ้นในกลุ่มขั้วการเมือง ฝั่งตรงข้ามพรรคพลังประชารัฐ ย่อมจะเป็นเรื่องที่เดาได้ในจุดยืน แต่เมื่ออยู่ในเงื่อนไขฝั่งข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ กลับทำให้ถูกตั้งคำถามพอสมควรว่านี่้เป็นข้อเสนอที่มีจุดยืนอย่าง "จริงจัง" แค่ไหนเพียงไร หรืออาจจะเป็นเพียงบทบาทหนึ่งระหว่างเส้นทาง “ร่วม” ไม่ร่วม” รัฐบาลเท่านั้น ??

ย้อนกลับไปช่วงก่อน ประชามติ 7 ส.ค. 2559 "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ " อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคย ระบุถึงการไม่เห็นด้วยถึง กรณีคำถามพ่วงของ สนช. โดยตั้งคำถามถึงผลในอนาคตว่าหากเห็นชอบกับคำถามพ่วงในเรื่องบทเฉพาะกาลนั้น ที่รัฐธรรมนูญระบุให้ในระยะเวลา 5 ปี สมควรหรือไม่ที่จะให้วุฒิสภามาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ "อภิสิทธิ์" ยังระบุว่าการเอาสมาชิกวุฒิสภามาลงคะแนนเสียงร่วมกับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยมีสิทธิ์เสียงเท่ากัน ก็หมายความว่าจะสามารถลบล้างเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งได้ ซึ่งผิดกับหลักการ และเป็นสิ่งที่ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ และคณะ เคยแสดงความเห็นไว้ การทำเช่นนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ และจะทำให้ความขัดแย้ง และปัญหาทางการเมืองรุนแรงขึ้น ในอนาคตได้


สำหรับเรื่องหนึ่งที่เป็นข้อคาใจ ของพรรคประชาธิปัตย์คือ ประเด็นการปราบคอรัปชั่น อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นทั้งหมด ยังคงมีจุดอ่อน เช่น 1. ยกเลิกกระบวนการถอดถอนทำให้ความผิดที่จะไปจบที่ศาล ต้องใช้มาตรฐาน การพิสูจน์ความผิดคล้ายกับคดีอาญา ซึ่งถือเป็นเรื่องยากที่จะเอาผิด จากประสบการณ์เห็นได้ชัดเจน 2. โทษลดลง เช่น ในอดีตคนที่เคยถูกถอดถอน จะเล่นการเมืองไม่ได้ตลอดชีวิต กลับลดลงมาเหลือ 5 ปี 3. สถานะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในอดีตหากปฏิบัติหน้าที่มิชอบจะเข้าสู่กระบวนการถอดถอน หรือฟ้องต่อศาล แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การจะดำเนินการใดๆ ต่อ ป.ป.ช. จะต้องผ่านประธานรัฐสภา ซึ่งประธานรัฐสภาก็คือ ส.ส. ที่สังกัดรัฐบาล หากประธานรัฐสภา ถ้าประธานรัฐสภาสภาเพียงเห็นว่าเรื่องที่ร้องเรียนไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ก็สามารถยุติเรื่องได้ จึงทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่ ป.ป.ช. กับรัฐบาลจะต่อรองกันและกันได้ ทำให้กระบวนการปราบปรามทุจริตอ่อนแอทันที

ทั้งหมดนี้ ถือเป็นปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ ที่เคยเป็นจุดยืนและความกังวลของ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และการชี้ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีการเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ และลดอำนาจประชาชน เมื่อเทียบอำนาจรัฐ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด จุดประสงค์หลักคือการจัดวาง จัดสรรอำนาจ แต่โครงสร้างหลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไปในทิศทางตรงกันข้าม

ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า ทำไม ประชาธิปัตย์ จึงกลับมารื้อฟื้นข้อเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่อีกครั้งในวันนี้ หากแต่น่าสนใจว่าผลแห่งฤทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นจะส่งผลอย่างที่อภิสิทธิ์แสดงความเป็นกังวลหรือไม่ อีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ คนไทยก็จะได้เห็นคำตอบปลายทางอย่างแน่นอน

ผู้เขียน


ชนิกานต์ กาญจนสาลี