สส.ถือหุ้นสื่อ มหากาพย์ตีความเจตนารมณ์กฎหมายที่ยังไม่สิ้นสุด

โดย ชนิกานต์ กาญจนสาลี

เมื่อ 2nd July 2019

5

กรณีมติศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง “หุ้นสื่อ” ส.ส.รัฐบาล 32 คน โดยไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และการมีคําสั่งไม่รับคําร้องในส่วนของผู้ถูกร้อง จํานวน 9 คน ไว้พิจารณาวินิจฉัย มีข้อน่าสนใจดังที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ตั้งข้อสังเกตว่า ศาลอธิบายรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) ว่า “มิใช่เพียงมีเจตนาหรือความประสงค์ที่จะทำกิจการดังกล่าวเท่านั้น”

และเมื่อขยายความตามที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว ถือได้ว่า เห็นขอบเขตตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยการถือหุ้นของสื่อ ได้อย่างชัดเจนยิ่ง โดยศาลได้อธิบายเทียบเคียงถึงความแตกต่างของรุปแบบคดีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถุกกล่าวว่ากรณีถือหุ้นสื่อไว้ว่ามีน้ำหนักของการแสดงซึ่งงบการเงิน และ เจตนาที่แตกต่างกันจึงกรณีคำร้องถือหุ้นสื่ออื่นๆที่ปรากฎ ดังต่อไปนี้

26 มิ.ย.62 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาพิจารณาคดี กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคําร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 42 จํานวน 2 คําร้อง โดยขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จํานวน 41 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (5) ประกอบ มาตรา 98 (3) หรือไม่

ข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องปรากฏว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้อง ขอให้ส่งคําร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวน 41 คน ผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวน 41 คน เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องทั้งสี่สิบเอ็ดคน สิ้นสุดลงตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 44 (3)

ศาลประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 48 (3) บัญญัติลักษณะต้องห้ามของ บุคคลที่จะใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ว่า “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ” มิใช่เพียงมีเจตนาหรือความประสงค์จะทํากิจการดังกล่าวเท่านั้น ถึงแม้การถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีวัตถุที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจพอที่จะใช้เป็นเหตุให้มีการยื่นคําร้อง ต่อศาลได้ แต่ก่อนที่จะรับคําร้องไว้พิจารณาต่อไปได้ยังจําเป็นต้องตรวจสอบวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่ผู้ถูกร้องทั้งสี่สิบเอ็ดคนถือหุ้นอยู่ว่าเป็นวัตถุที่ประสงค์ที่จะประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือ สื่อมวลชนใด ๆ หรือไม่ ซึ่งเมื่อตรวจสอบจากเอกสารประกอบคําร้องของผู้ร้องแล้ว

ปรากฏว่าหนังสือรับรอง การจดทะเบียนนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งออกให้แก่ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ของนายศาสตรา ศรีปาน ผู้ถูกร้องที่ 14 , นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ผู้ถูกร้องที่ 16 , นางสาวภริม พูลเจริญ ผู้ถูกร้องที่ 17, นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ผู้ถูกร้องที่ 20, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ผู้ถูกร้องที่ 26 และ นายจักรพันธ์ พรนิมิต ผู้ถูกร้องที่ 27 ตามคําร้องที่หนึ่ง (เรื่องพิจารณาที่ 12/2562) และนายกรณ์ จาติกวณิช ผู้ถูกร้องที่ 2 , นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ผู้ถูกร้องที่ 3 และนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ผู้ถูกร้องที่ 8 ตามคําร้องที่สอง (เรื่องพิจารณาที่ 13/2562) โดยมีข้อความระบุรายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ไว้ ทํานองเดียวกันว่า “การประกอบกิจการค้า กระดาษ เครื่องเขียน แบบเรียน แบบพิมพ์ หนังสือ อุปกรณ์ การเรียนการสอน อุปกรณ์ถ่ายภาพและภาพยนตร์ เครื่องคํานวณ เครื่องพิมพ์ อุปกรณ์การพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ตู้เก็บเอกสาร และเครื่องใช้สํานักงานทุกชนิด เครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ รวมทั้งอุปกรณ์ และอะไหล่ของสินค้าดังกล่าว” ซึ่งเป็นวัตถุที่ประสงค์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ที่จะเป็นลักษณะเข้าข่าย อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องจํานวน 4 คน ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (5) ประกอบมาตรา 89 (3) แต่อย่างใด

จึงมีคําสั่งไม่รับคําร้องในส่วนของผู้ถูกร้อง จํานวน 9 คน ไว้พิจารณาวินิจฉัย สําหรับคําร้องของผู้ร้องในส่วนของผู้ถูกร้องที่เหลือ จํานวน 32 คน เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (5) แล้ว ศาลจึงสั่งรับคําร้องของผู้ถูกร้อง จํานวน 32 คน ไว้พิจารณา วินิจฉัย และแจ้งให้ผู้ร้องทราบพร้อมส่งสําเนาคําร้องให้ผู้ถูกร้องทั้งสามสิบสองคนยื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสําเนาคําร้อง

สําหรับคําขอให้ผู้ถูกร้องทั้งสามสิบสองคนหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติเงื่อนไขไว้ว่าจะต้อง “ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง” แต่ในคดีนี้ผู้ร้องไม่ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคงมีเอกสารประกอบคําร้องเพียงหนังสือรับรอง ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทระบุรายละเอียดวัตถุที่ประสงค์กับสําเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น ไม่ปรากฎแบบแสดง รายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนบริษัท ฯ (แบบ สสช.1) และแบบนําส่งงบการเงินของ ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการใด กรณีจึงยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้ถูกร้องประกอบ ธุรกิจใด ซึ่งศาลจะต้องดําเนินการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงให้ยุติต่อไป เมื่อยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ถูกร้อง จํานวน 32 คน มีกรณีตามที่ถูกร้อง ในชั้นนี้ จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสามสิบสองคน หยุดปฏิบัติหน้าที่

อนึ่ง คดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง ยื่นคําร้องขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลง (เรื่องพิจารณาที่ 10/2562) ได้ผ่านการสอบสวนของคณะกรรมการ การเลือกตั้งซึ่งมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงมาก่อนยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเอกสารประกอบคําร้อง เช่น แบบ สสช.1 ระบุสินค้าหรือบริการที่ประกอบการว่า ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ โรงพิมพ์ รับพิมพ์ หนังสือ พิมพ์หนังสือจําหน่าย ประกอบกับแบบนําส่งงบการเงินที่บริษัทของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้อง ยืนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 2554 - 2558 ระบุไว้ชัดเจนว่ามีรายได้จากการขายนิตยสาร และรายได้ จากการให้บริการโฆษณา กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้อง มีกรณีตามที่ ถูกร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจึงได้มีคําสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง


ยังไม่มีบทสรุปว่า มหากาพย์แห่งการยื่นตีความเรื่อง "การถือหุ้นสื่อ"จะสิ้นสุดลงอย่างไร และจะพบรายชื่อ ส.ส.คนใด ติดบ่วงมาตรฐานจริยธรรม อีกหรือไม่ นับจากนี้


อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/838995

ผู้เขียน


ชนิกานต์ กาญจนสาลี