ม.270 รธน.แผนสอง อาวุธโหวตกฎหมายในสภาเสียงปริ่มน้ำ

โดย ชนิกานต์ กาญจนสาลี

เมื่อ 4th July 2019

6

ท่ามกลางความชุลมุนของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ 500 เสียง เสียงต่อรองเก้าอี้และตำแหน่งทางการเมืองที่ยังไม่ได้ข้อยุติ จากผลของการโหวตได้รัฐบาลเสียงข้างมากของ 20 พรรคการเมือง ที่มาจากส.ส.เพียง 251 เสียงเท่านั้น ทำให้วันนี้รัฐบาลมีความขาดเสถียรภาพและความเสี่ยงต่อการโหวตกฎหมายชนิดลุ้นรายฉบับ

ที่กังวลกันมากคือห้วงเวลาสำคัญโดยเฉพาะเมื่อพิจารณากฎหมายสำคัญ เช่น พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดิน ที่จะต้องผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ความวุ่นวายจะเกิดขึ้นเมื่องูเห่าต่อรอง หรือการที่วิปรัฐบาลคุมเสียง ส.ส. ไม่ได้ดีมากนักรวมแม้กระทั่งการขาดประชุม เข้าห้องน้ำก็ทำให้การโหวตกฎหมายปั่นป่วนได้

เพราะในหมู่นักการเมืองว่ากันว่าเสียงของพรคคขนาดกลางที่มีคะแนนบนหน้าตักหลัก 20-50 ที่นั่ง กลับมีพลังมากกว่าพรรคหลักร้อยในเวลานี้เสียอีก

แต่มาตรากฎหมายฉบับหนึ่งที่เหมือนมองเห็นอนาคต ได้เขียนเป็น แผน B เพื่อให้เป็นประตูหนีไฟ กรณีเกิดเหตุการณ์น่ากังวลข้างต้นจากกรณีที่มีการโหวตกฎหมายสำคัญไว้ใน มาตรา 270 บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งได้กำหนดว่านอกจากวุฒิสภาจะมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้วุฒิสภาตามมาตรา 269 มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุก3เดือน

ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ให้แจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบพร้อมกับการเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมิได้แจ้งว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของแต่ละสภา อาจเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้วินิจฉัย การยื่นคำร้องดังกล่าวต้องยื่นก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นแล้วเสร็จ

เมื่อประธานรัฐสภาได้รับคำร้องตามวรรคสาม ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการร่วมซึ่งประกอบด้วยประธานวุฒิสภาเป็นประธาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนคณะรัฐมนตรีคนหนึ่ง และประธานคณะกรรมาธิการสามัญคนหนึ่งซึ่งเลือกกันเองระหว่างประธานคณะกรรมาธิการสามัญในวุฒิสภาทุกคณะเป็นกรรมการ เพื่อวินิจฉัยการวินิจฉัยของคณะกรรมการร่วมตามวรรคสี่ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการร่วมดังกล่าวให้เป็นที่สุด และให้ประธานรัฐสภาดำเนินการไปตามคำวินิจฉัยนั้น

น่าคิดว่าหมวด 16 ของการปฏิรูปประเทศจะถูกตีความไปกว้างขวางแค่ไหนและจะกินความไปถึงเรื่องการโหวตพรบ.งบประมาณด้วยหรือไม่ แต่หากเป็นเช่นนั้นก็อย่าได้แปลกใจ เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันมีเสียงที่เกิดจากการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา 250 คน และยังมี ส.ส. พรรครัฐบาลอีก 250 เสียง ดังนั้นถึงแม้ ส.ส. ฝั่งรัฐบาลจะตีรวน งูเห่า หรือถูกพิพากษาเรื่องถือหุ้นสื่อใดๆก็ตาม หากยังเหลือ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพียง 125 คน เมื่อรวมกับ 250 เสียงสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีความน่าจะเป็นที่จะแตกแถวน้อยมากก็ได้เสียงเท่ากับ 375 เสียง เท่ากับกึ่งหนึ่งของสองสภา ทำให้สามารถผ่านกฎหมายทุกฉบับที่รัฐบาลเสนอโดยอาศัยมาตรา 270 นี้ ได้ไม่ยากจนหืดจับอย่างที่หลายคนวิเคราะห์ไว้ในตอนแรก

และนี่จึงถือเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งของรัฐธรรมนูญที่มีเกราะเหล็กหุ้ม ฉบับ 2560 นี้เลยทีเดียว

ผู้เขียน


ชนิกานต์ กาญจนสาลี