สำคัญกว่านโยบาย คือเอาเงินมาจากไหน ?

โดย ชนิกานต์ กาญจนสาลี

เมื่อ 4th August 2019

285

ประเด็นเผ็ดร้อนทางการเมืองที่เพิ่งผ่านพ้นไป นอกจากวาทะร้อนๆ ที่โต้ตอบในสภาแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ ของความหมายของการแถลงนโยบายรัฐบาล ตามมาตรา 162 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 คือ ยังไม่มีข้อยุติที่แน่ชัดว่า การแถลงนโยบายควรมีแนวปฏิบัติที่ถูกต้องเช่นไร การแสดงตัวเลขแจ้งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้จ่าย จำเป็นหรือไม่ในคำแถลงนี้ ???

"เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" อดีตสมาชิกวุฒิสภา บอกว่า เมื่อ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา พรรคเสรีรวมไทยได้ยืนหนังสือถึงนายชวน หลักภัย ประธานรัฐสภา ระบุว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้นไม่ครบองค์ประกอบตามมาตรา 162 หรือไม่ โดยเฉพาะการไม่ชี้แจงตัวเลขก็เหมือนกับตีเช็คเปล่า พร้อมกับบอกว่าเรื่องดังกล่าวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็ได้โพสต์มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ทำไมคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาที่ระเบียบวาระต้องทำตามมาตรา 162 แต่ในคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี 70 กว่าหน้านั้นไม่มีตัวเลขรายได้ ต่อนโยบายต่างๆ ซึ่งเห็นได้ชัดในภาคผนวกที่2 ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้อ่านให้สมาชิกทุกคนทราบ

กฎหมายในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 162 ระบุว่า คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดําเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จําเป็นก็ได้

ความหมายของคำว่า "หากมีกรณีที่สําคัญและจําเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดําเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จําเป็นก็ได้" จึงต้องรอการถูกตีความ และน่าจะมีผู้ยื่นตีความในช่วงเวลาอันใกล้นี้

"เรืองไกร" บอกว่าตอนนี้ได้เตรียมการยื่นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากในคำแถลงไม่มีการระบุงบประมาณและตัวเลขรายได้ ว่าขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 หรือไม่ และรหารือกับ ส.ส.ในสภาว่าใครจะเป็นผู้ยื่นให้วินิจฉัยข้อนี้

สำหรับคำแถลงนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อแจกจ่ายให้กับสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะมีการแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 25-26 ก.ค.มีทั้งหมด 80 หน้า แบ่งออก 3 ส่วนหลัก มีนโยบายหลัก 12 ข้อ และนโยบายเร่งด่วนอีก 12 ข้อ

นโยบายหลัก 12 ด้าน ได้แก่ และนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง ได้แก่ 1.การแก้ไขปัญหาในการดํารงชีวิตของประชาชน 2.การปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน 3.มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 4.การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม 5.การยกระดับศักยภาพของแรงงาน 6.การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต 7.การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 8.การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจํา 9.การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้10.การพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน 11.การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย 12.การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดําเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ภายใต้กรอบคิด 24 กรอบ และนโยบายระยะยาวต่อเนื่องโดยภาพรวมแล้ว นโยบายเร่งด่วนส่วนใหญ่ของรัฐบาลจะเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาล คสช. และนำนโยบายบางส่วนของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลมารวมอยู่ด้วย

แต่ที่แน่ๆ ขณะนี้เรายังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าหากรัฐบาลจะเดินหน้าทำนโยบาย 12 /12 นโยบายหลัก 12 ด้านและเร่งด่วน 12 เรื่องนี้ต้องใช้เงินงบประมาณเป็นจำนวนเท่าใด

มีเพียงการคาดการณ์จากสำนักงบประมาณว่าหากรัฐบาลมีการดำเนินการตามที่พรรคร่วมรัฐบาลได้หาเสียงไว้อาจจะต้องใช้เงินงบประมาณเพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 2-3 แสนล้านบาท

คำถามสำคัญของนโยบายรัฐบาล ที่คนไทยต้องตื่นขึ้นมาเจอคือ

คำถามที่ว่า ...เราจะหาเงินมาจากไหน ? แนวทางการหารายได้เพิ่มของรัฐบาล คืออะไรในอนาคต

นักวิเคราะห์จับตาว่า การจัดเก็บภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จะมาในรูปใด เช่นเดียวกับแนวนโยบายการขยายฐานภาษีบุคคลธรรมดาและและภาษีนิติบุคคลจะเพิ่มมากขึ้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ นับจากนี้

ผู้เขียน


ชนิกานต์ กาญจนสาลี